แป๊ะยิ้มไปเจอบทความนี้ด้วยความบังเอิญ
ต้องให้เครดิตก่อน จากเว็บ
http://www.eduzones.com ค่ะ
บทความนี้สำหรับเพื่อน ๆ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือเทียบเท่า
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การ
Admission ปี 2552ค่ะ

..................................................................................

 

 

 

ารเตรียมตัวในครั้งนี้น้องๆควรที่จะต้องเริ่มทบทวนบทเรียน และติวเข้มกันตั้งแต่วันนี้แล้วนะค๊ะ เพื่อน้องๆจะได้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยที่น้องๆใฝ่ฝันได้จร้า.. มาดูกันเลยดีกว่า เคล็ดลับที่ [ไม่] ลับกันอีกต่อไปจ๊ะ...

 

มีนาคม  -  เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการพักผ่อนหรือถ้าใครไม่อยากหยุดพักก็ไปเรียนพิเศษตามแต่ความสมัครใจ  แต่ถ้าให้ดีก็แนะนำให้หาข้อมูลและศึกษาคณะที่เราอยากจะเรียน  คุยกับพ่อแม่ให้รู้เรื่อง  แล้วชาร์ตพลังเตรียมตะลุยอ่านหนังสือ

เมษายน -  ใครหลายคนคงจะเรียนพิเศษกันอย่างแน่นเอี๊ยด  แต่ถ้าใครไม่ได้เรียนก็แนะนำให้อ่านหนังสือในวิชาที่ถนัดมากที่สุดก่อน 

พฤษภาคม -  หลายโรงเรียนเปิดเทอมในเดือนนี้  ช่วงต้นเดือนยังไม่ค่อยมีการบ้าน  ทางที่ดีควรทำแฟ้มประวัติผลงานให้เสร็จเผื่อต้องใช้ยื่นในมหาวิทยาลัยที่ไหนสักแห่ง  (หรือจะให้เสร็จตั้งแต่ปิดเทอมได้เลยก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่)

มิถุนายน    -  เรียนตามปกติในโรงเรียน+เริ่มหยิบหนังสือของชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  มาทบทวน  แนะนำว่าให้ทำโน้ตสั้นๆ  เอาแบบที่เราเข้าใจได้ง่ายและสะดวกที่จะพกพา  เพราะการทำโน้ตเป็นการทบทวนสิ่งที่เราเรียนได้เป็นอย่างดี

กรกฎาคม  -  ยังอ่านหนังสือของมัธยมศึกษาปีที่  4  เหมือนเดิม  อาจจะอ่านเพิ่มไม่ได้เพราะเดือนนี้การบ้านเยอะ 

สิงหาคม    -  เริ่มหาข่าวการศึกษา+เข้าห้องแนะแนว+เริ่มอ่านหนังสือของชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5

กันยายน    -  อ่านหนังสือของชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  อย่างจริงจัง  ช่วงนี้จะมีการสอบตรงและโควตามามากมาย  แนะนำให้เข้าห้องแนะแนวบ่อยๆ  หรือไม่ก็เปิดดูตามเว็บไซต์การศึกษา+สมัครสอบตรงและโควตา

 ตุลาคม     -  ช่วงนี้อ่านหนังสือของชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  อย่างจริงจังประกอบกับอ่านเน้นหนักในวิชาที่จะสอบตรงหรือโควตาต่างๆ  (แนะนำว่าให้อยู่ติดกับบ้าน)  เดือนนี้ไม่เหมาะที่จะเรียนพิเศษสำหรับคนที่จะสอบตรงหรือโควตาเพราะการออกไปข้างนอกบ่อยๆ  จะทำให้เราไม่มีเวลาทบทวนหรืออ่านหนังสือได้อย่างเต็มที่ แม้การเรียนพิเศษจะช่วยให้เรามีเทคนิคดีๆ  ในการจำข้อสอบ  แต่ถ้าเราไม่มีเวลาทบทวนเรื่องที่เรียน  การเรียนพิเศษก็เท่านั้น  แต่ถ้าใครไม่ได้มีสอบตรงหรือโควตาก็เรียนไปเลยตามสบาย  แต่ข้อสำคัญคือต้องทบทวนในสิ่งที่เรียนให้มามากๆ

พฤศจิกายน -  เดือนนี้ยังอยู่ในช่วงแห่งการสอบตรงและโควตา  แนะนำว่าให้นั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบและหมั่นทำบุญเยอะๆ  แต่ถ้าใครที่ทำเป็นประจำอยู่แล้วยิ่งดีเข้าไปใหญ่  เดือนนี้ลองไล่ลำดับคณะและมหาวิทยาลัยที่เรียนและลองนำไปปรึกษาพ่อแม่หรือคุณครูอีกครั้ง  ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็หาโจทย์มาฝึกทำเยอะๆ  เพราะเดือนนี้ทุกคนก็น่าจะอ่านหนังสือกันจบหมดแล้ว  ^^

ธันวาคม    -  ช่วงปลายปีเริ่มเหนื่อยแล้ว  ลองหากิจกรรมสนุกๆ  หรือกิจกรรมที่ชอบทำเพื่อเป็นการพักผ่อนร่างกายและเตรียมรับกับปีใหม่ที่จะมาถึง  แต่ถ้าหายเครียดแล้วก็หาโจทย์มานั่งทำเล่นๆ  เพื่อเป็นการทดสอบตัวเองและหาจุดที่ยังไม่เข้าใจ  เราจะได้มีเวลาในการศึกษาเพิ่มเติมหรือสอบถามคุณครูได้ทันท่วงที

มกราคม    -  เตรียมร่างกาย+หัวใจให้พร้อม  เดือนนี้ก็อ่านหนังสือและไล่ทำแบบฝึกหัดไปเรื่อยๆ  ไม่ต้องเครียดอะไรมาก  ก็เราอ่านจบแล้วนี่!  สำหรับใครที่คิดจะมีแฟนเดือนนี้  แนะนำเลยว่าอย่าเพิ่งมีจะดีกว่า  เพราะอะไรๆ  ก็ยังไม่แน่นอน  รอให้ติดมหาวิทยาลัยก่อน  แล้วจะหาเพื่อนคู่ใจสักคนก็ยังไม่สาย

กุมภาพันธ์  -  ถามตัวเองอีกครั้งว่าเราทุ่มเทอ่าหนังสือมากมายเพื่ออะไร  เพื่อการสอบ  O-Net  และ  A-Net  ใช่มั้ย?  ฉะนั้น  แนะนำว่าสองอาทิตย์ก่อนการสอบ  อย่าเพิ่งเปิด  MSN  หรือ  Hi5  ถ้าจะใช้อินเทอร์เน็ตก็ขอให้หาข้อมูลการศึกษาจะดีที่สุด  ช่วงห้าวันสุดท้ายก่อนสอบ  แนะนำว่าให้ปิดโทรศัพท์หรือบอกแฟนและเพื่อนไว้เลยล่วงหน้าว่าจะไม่รับโทรศัพท์จากใครทั้งสิ้น  เพราะการพูดคุยกับเพื่อนหรือแฟนบางครั้งอาจจะทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจและกังวลใจจนอาจจะพลอยทำให้การสอบของเราไม่ดีตามที่หวัง  วันสุดท้ายก่อนสอบ  แนะนำว่าให้ไปซื้อพวงมาลัยมาไหว้พ่อแม่และขอให้ท่านอโหสิกรรมกับสิ่งที่เราทำไม่ดีหรือเคยทำให้ท่านไม่พอใจ  พร้อมทั้งขอให้ท่านช่วยอวยพรให้เราในการสอบในวันพรุ่งนี้

เมื่อวันสอบมาถึง 

ตื่นแต่เช้า  ตักบาตร  (ด้วยก็จะดีมาก)  ทานข้าวให้อิ่ม  ยิ้มแย้มและร่าเริง  ตรวจเช็ดอุปกรณ์เครื่องเขียนและบัตรเข้าห้องสอบ  แนะนำว่าให้เดินทางไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลาจริงให้มากๆ  เผื่อมีการผิดพลาดอะไรจะได้แก้ไขได้ทัน  ทางที่ดีหาเบอร์ของสทศ.  ไว้ในโทรศัพท์ด้วยก็จะดีมาก  ก่อนเข้าห้องสอบ  สูดลมหายใจลึกๆ  แนะนำว่าไม่ต้องหยิบตำราเรียนมาอ่าน  เพราะการอ่านหนังสือในช่วงเพียงไม่กี่นาทีก่อนสอบจะทำให้เราลนว่าสิ่งที่อ่านมาจะออกหรือไม่  และที่แย่ไปกว่านั้นจะทำให้เราขาดสมาธิในการทำข้อสอบ  สิ่งสุดท้ายคือ  ยิ้มรับกับความสามารถของตัวเองอย่างจริงใจ  เพราะคะแนนที่ออกมาคือความพยายามทั้งหมดของเรา  

การสอบแอดมิชชั่นเป็นเพียงบันไดขั้นที่สองที่สามของเราเท่านั้น  แต่การที่จะก้าวไปให้สูงถึงความสำเร็จได้  จำต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง  ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว  แต่เราก็ยังไม่สามารถเดินตามเส้นทางแห่งความฝันเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จได้โดยทางตรง  ก็ขอให้เราจงคิดที่จะเดินทางอ้อมเพื่อไขว่คว้าความฝัน และวันนั้นความสำเร็จที่รอคอยก็จะอยู่ไม่ไกลเกินมือของเรา  เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

..............................................................................

ว่าแล้วก็ขอตัวไปอ่านหนังสือก่อนนะคะ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น้องหมิวก็พยายามเข้านะคะ พี่เป็นกำลังใจให้ค่ะ

#1 By eeddy(อี๊ด) on 2008-03-06 19:58

การสอบผ่านไปแล้ว ตอนนี้คงรอผลอยู่
เป็นอย่างไรบ้างคะ มาส่งข่าวหน่อยสิคะ
big smile

#2 By ~ N ~ on 2008-04-27 22:37

ขอบคุณนะ

เราแอดปี 52 อ่ะ

อ่านแล้วสบายจัยจัง

#3 By Rainiez (124.120.106.128) on 2008-05-08 09:52

tongue เหนื่อยจัง

#4 By nay (125.26.10.123) on 2008-08-25 21:05

ขอบคุนน๊า


อ่านแล้วสบายใจมากเลยค่ะ

#5 By สุ (118.173.174.33) on 2009-01-03 21:09

ยากแน่เลย

#6 By (125.24.118.208) on 2009-05-23 19:01

ดีมากๆเลยงับ ขอบคุณนะ big smile big smile big smile

#7 By nack (222.123.156.109) on 2009-05-24 16:48

question question question open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile

#8 By ดดด (118.174.42.212) on 2009-09-13 10:21

ผมทำเต็มที่แล้วคับquestion double wink big smile

#11 By (203.172.199.250) on 2009-09-24 14:01

New in blogger and just take a look. Just got my own blog

#13 By Niels Wristbands (124.121.208.52) on 2009-10-12 21:59

เทคนิคการเดาอย่างมีหลักการ เพิ่มโอกาสถูก 30-100% ถึงเรียนไม่เก่ง อ่านไม่จำ แต่ก็ทำข้อสอบได้
1. เข้าห้องสอบตรวจสอบเลย เลขที่สอบถูกไหม เขียนชื่อ รายละเอียดต่างๆ ให้ครบ แต่ละปีจะมีผู้ทำข้อสอบแบบไม่ประสงค์ออกนามมากมาย
2. ให้ดูข้อสอบโดยรวมว่าวิชาที่เราทำอยู่มันตรงไหม จำนวนข้อมันเท่ากับที่เขาบอกไหม ถ้ามันถูกต้อง ก็เริ่มทำข้อสอบ
3. เวลาเริ่มทำข้อสอบอย่างแรกเลย ไม่ต้องเร่ง ค่อยๆทำ ควรมีการจัดการเรื่องข้อสอบก็คือทำข้อง่ายถึงข้อยาก ถามว่าข้อไหนข้อง่าย คือเรื่องที่เรารู้ บทไหนรู้เรื่องทำมันเลย ทำข้อง่ายก่อนข้อยาก พอเวลาทำข้อง่ายได้แล้วไม่ต้องรีบทำนะ ทำแบบสบายๆ ไม่ต้องร้อนรน ข้อไหนทำได้มาร์คใว้ อย่าทำไปเดาไป เดี๋ยวเรามาเดารวดเดียวตอน 10 นาทีสุดท้าย เดารวดเดียวไม่เป็นไร เรามีโอกาสถูกมากกว่า 25% แน่นอน
4. เราจะแบ่งเวลา 3 ช่วง 90 นาที ,20 นาที , และ 10 นาทีสุดท้าย 90นาทีแรกทำข้อสอบที่ทำได้ ข้อทำไม่ได้ทำไม่ทันปล่อยมัน พอ 90 นาทีหมดเวลาเลิกทำเลยครับ ข้อไหนทำไม่ทันไม่ได้อ่านโจทย์ไม่เป็นไร
5. 20 นาทีที่เหลือให้ทบทวนข้อที่ทำได้ (ที่เรามาร์คไว้) ข้อที่บอกว่าได้คะแนนแน่ๆ เพราะเป็นเรื่องที่เรารู้เรื่อง ทำไมถึงไม่ให้ไปทำข้อที่ทำไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่รู้เรื่องจะไปเสียเวลากับมันอีกทำไม ทบทวน 20 นาทีทำกับเรื่องที่ทำได้ให้ชัวร์
6. 10 นาทีสุดท้ายเดา ผมมีวิธีเดาให้คุณเดาตั้งแต่ถูกตั้งแต่ 30% - 100% ใน 8 เทคนิคการเดา ใน 3-4 เทคนิคหลังถูก 100% ไม่ต้องไปหาหนังสือที่ไหน เพราะไม่มีใครเขาทำกัน
กฎการเดาข้อที่ 1 โอกาสที่เป็นไปได้ หลักการตัวเลขที่ใช้ตัวจริงตัวปลอม ถ้าเราเจอ ข้อสอบคณิตศาสตร์ที่มันมีตัวเลขเศษส่วน บอกได้เลยคำตอบนี้มักจะเป็นเลขลงตัว เพราะว่าอาจารย์เขารู้คำตอบอยู่แล้ว เขาก็เอาคำตอบที่มันลงตัวมาเป็นคำตอบ คณิตศาสตร์ชอบเลขลงตัวอยู่แล้ว ส่วนถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ โจทย์ที่ออกมาในรูปแบบเป็นตัวเลขยุ่งๆ ซับซ้อน พวกนี้คำตอบก็จะเป็นเลขลงตัวเหมือนกันครับ

ติดตามกฎการเดาข้อที่เหลือได้ที่ http://tuent.eduzones.com/53/

#14 By kunezjung (58.8.129.182) on 2009-10-18 22:37

ขอบคุณสำหรับบทความนี้ -V-*

#15 By (61.19.65.95) on 2009-10-23 13:48